Menu

ตดบ่อย ร่างกายกำลังบอกอะไรหรือเปล่า?

Share on facebook
Share on twitter
Share on email
ตดบ่อย ร่างกายกำลังบอกอะไรหรือเปล่า?

          ตด หรือ ผายลม เรื่องธรรมชาติของร่างกายที่เกิดขึ้นกับทุกคนเป็นปกติ ร่างกายต้องขับลม หรือแก๊สที่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ออกมา เช่นเดียวกับการถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ โดยปกติคนเราจะตดเฉลี่ยประมาณ 5 – 15 ครั้งต่อวัน แต่บางครั้งการตดบ่อย ๆ หรือมีกลิ่นเหม็น สร้างความอับอายหรือความไม่มั่นใจเมื่ออยู่กับผู้อื่น แต่ในบางครั้งการตดก็บ่งบอกถึงสุขภาพและปัญหาสุขภาพลำไส้ได้เช่นเดียวกัน

 

ตด บ่อย ร่างกายกำลังบอกอะไรหรือเปล่า?

อ่านบทความ เรอบ่อย ๆ สัญญาณโรคร้ายจริงหรือ?

 

สาเหตุของการ “ ตด ” หรือ “ ผายลม ”

          การตดหรือผายลมเกิดจากแก๊สที่สะสมในระบบย่อยอาหาร อาจเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สมาก เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม พืชตระกูลถั่ว อาหารพวกแป้งที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง หรือการกลืนอากาศเกิดขึ้น เมื่อเคี้ยวอาหาร หายใจ สูบบุหรี่ การกินอาหารเร็วเกินไป หรืออื่น ๆ แก๊สส่วนใหญ่ถูกขับออกมาด้วยการเรอ แต่บางส่วนก็ลงไปสู่ระบบย่อยอาหาร ผ่านลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย และขับออกมาในรูปแบบของการตดในที่สุด

  • อาหารที่รับประทาน บางชนิดทำให้เกิดแก๊สระหว่างถูกย่อย จากกระบวนการหรือความยากในการย่อย ทำให้มีแก๊สในกระเพาะมาก รู้สึกปวดท้อง ท้องอืด และผายลมตามมา โดยเฉพาะอาหารที่ประกอบด้วยน้ำตาลธรรมชาติมีเส้นใยอาหารสูง หรืออาหารประเภทแป้ง เช่น หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ลูกพรุน แอปเปิล ถั่วลันเตา หมากฝรั่ง ลูกอม ขนมปัง ข้าวโพด นม เครื่องดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวาน เป็นต้น

 

  • กลืนอากาศมากเกินไป ผ่านการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ทำให้มีอาการเรอหรือสะอึกได้ นอกจากนี้อากาศบางส่วนยังผ่านเข้าไปสู่ระบบย่อยอาหารและถูกปล่อยออกมาทางทวารหนักในรูปของการตด จากพฤติกรรมเคี้ยวหมากฝรั่ง รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำอย่างรวดเร็วจนเกินไป ดื่มน้ำอัดลม ดื่มน้ำจากหลอด สูบบุหรี่ ฯลฯ

 

  • ผลจากยาปฏิชีวนะหรือปัญหาสุขภาพ ยาปฏิชีวนะบางชนิด อาจมีผลข้างเคียงให้มีอาการท้องอืดหรือเกิดแก๊สในระบบย่อยอาหารมาก เช่น ยารักษาโรคเบาหวานอะคาร์โบส (Acarbose) เป็นต้น โรคบางชนิด เช่น ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ จากการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้อุดตัน กรดไหลย้อนแผลในกระเพาะอาหาร โรคโครห์น เป็นต้น

 

ตด บ่อย ร่างกายกำลังบอกอะไรหรือเปล่า?

อ่านบทความ อันตรายจาก “ท้องผูก” ที่ไม่ควรมองข้าม

 

ตดบ่อย เป็นอันตรายหรือไม่?

          การตดหรือผายลมปกติเกิดขึ้นได้วันละ 5-15 ครั้งต่อวัน มักเกิดหลังจากรับประทานอาหาร ไม่มีอันตรายใด ๆแม้กลั้นผายลมหรือบางครั้งก็ผายลมออกมาโดยไม่รู้ตัวเพียงเล็กน้อยและไม่ส่งกลิ่น  แต่ถ้าผายลมมากกว่าหรือน้อยกว่านี้แสดงว่าร่างกายกำลังผิดปกติ ควรปรับการรับประทานอาหารและไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันการท้องอืดลำไส้อุดตัน โรคทางเดินอาหาร หรือปัญหาอื่นๆ  

          แต่การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น อาหารที่มีสารซัลเฟอร์ มีแบคทีเรียที่สร้างแก๊สมีเทน หรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ ก็อาจส่งผลให้ลมที่ผายออกมามีกลิ่นเหม็น เกิดจากแก๊สที่มีกลิ่นจากการหมักหมมของอาหารในลำไส้ โดยเฉพาะอาหารโปรตีนสูงพวกเนื้อสัตว์ ไข่ พืชตระกูลถั่ว ผักเส้นใยสูงและมีกลิ่นแรง เช่น คะน้า กะหล่ำปลี เป็นต้น และหากผายลมมีกลิ่นเหม็นบ่อยครั้ง หรืออาการร่วมอย่างปวดท้อง เอาจนำไปสู่อาการท้องเสีย ท้องผูกได้

          นอกจากนี้เสียงของการผายลม เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูดและความดันในลำไส้ใหญ่ ถ้ากล้ามเนื้อหูรูดไม่ค่อยกระชับและความดันภายในลำไส้ใหญ่มีน้อย เสียงผายลมก็จะเบา แต่ถ้ากล้ามเนื้อหูรูดบีบตัวแน่นและแรงดันภายในลำไส้ใหญ่สูง เสียงผายลมก็จะดังและมักไม่ค่อยมีกลิ่น

 

ตด บ่อย ร่างกายกำลังบอกอะไรหรือเปล่า?

อ่านบทความ โพรไบโอติก จุลินทรีย์ที่ไม่ได้ดีแค่กับลำไส้!

 

วิธีลดการตดบ่อยและตดเหม็น

  • รับประทานอาหารและดื่มน้ำช้า ๆ เพราะการทานอาหารเร่งรีบทำให้เกิดการกลืนอากาศมากและเกิดแก๊ส

 

  • ลดอาหารที่มีเส้นใยอาหาร น้ำตาลธรรมชาติ และแป้งที่ย่อยยาก ที่ทำให้เกิดแก๊สในระบบย่อยอาหารมาก เช่นหน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี แตงกวา หัวหอม ถั่วลันเตา แอปเปิล กล้วย ลูกท้อ ลูกแพร์ ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง นม เครื่องดื่มน้ำอัดลม เบียร์ ไวน์ ขนมปัง อาหารทอดที่มีไขมันสูง เป็นต้น

 

  • อย่าดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารและระหว่างมื้ออาหารมากเกินไป จะทำให้สูญเสียกรดในการย่อยอาหาร อาหารจะถูกย่อยได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรดื่มน้ำช่วง 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้ย่อยได้ดีขึ้น

 

  • เลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไป เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง สูบบุหรี่ หรือดื่มน้ำจากหลอด

 

  • ลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ช่วยย่อยอาหาร อาจหาตัวช่วยอย่างสารอาหารเสริม โปรไบโอติก ที่จะเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ช่วยให้การย่อยอาหารได้ดีขึ้น

 

 

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก

pobpad.com